วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เศรษฐกิจรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 - พ.ศ.2475

เมื่อครั้งมีโอกาสสถาปนากรุงเทพฯเป็นราชธานีแห่งใหม่ ระบบเศรษฐกิจที่ถูกนำมาใช้ยังคง เป็นระบบแบบเก่า เช่นในสมัยอยุธยา โดยในรัชกาลที่ 1-3 นั้น รูปแบบการค้าขายยังคงคล้ายสมัย โบราณอยู่มาก กล่าวคือ เป็นการค้าที่มีการผูกขาดโดยพระคลังสินค้า ซึ่งรัฐสามารถหารายได้มหาศาล จากส่วนนี้ นอกจากนี้ยังมรการค้าแบบกึ่งบรรณาการ ซึ่งเรามักทำกับประเทศจีน รายได้ส่วนใหญ่ของรัฐนั้นมากจาก อากร ส่วย และ ฤชา ซึ่งเป็นขูดรีดประชาชนอย่างมหาศาลในด้านการผลิตนั้น ส่วนใหญ่เป็นแบบยังชีพ คือการผลิตเพื่อใช้ในครัวเรือน ใช้ในการดำรง ชีวิตเท่านั้น

แต่จุดเปลี่ยนด้านเศรษฐกิจครั้งสำคัญ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อมหาอำนาจได้แผ่ขยาย อำนาจเข้ามาในเอเชีย รวมถึงอุษาคเนย์ ทำให้สยามต้องผูกมิตรกับตะวันตกเข้าไว้ จนต้องยอมลงนามใน สนธิสัญญาอันเสียเปรียบ คือ สนธิสัญญาเบาริ่ง มีผลทำให้ต้องยกเลิกระบบผูกขาดสินค้า และต้องเสีย สิทธิสภาพนอกอาณาเขต แต่กระนั้นสนธิสัญญาฉบับนี้ได้ส่งผลให้เกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ คือ รูปแบบทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่ผลผลิตเพื่ออยู่ กลายมาเป็นการผลิตเพื่อขาย การผลิตสิน ค้าเฉพาะอย่างมีเพิ่มมากขึ้น ถึงขนาดผลผลิตเงินไม่เพียงพอต่อความต้องการ จนกระทั่งต้องมีการตั้งโรง กษาปณ์ และสั่งเครื่องจักรผลิตเงินเข้ามาในสยาม

ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการตั้งหอรัษฏากรพิพัฒน์ ขึ้นมาเพื่อดำเนินการจัดเก็บภาษีต่างเข้ารัฐ ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย มีการใช้เงินพันธบัตรเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนมาตรฐานเงิน มาเป็นมาตรฐานทองคำ ซึ่งก่อให้เกิดเสเถียรภาพของเงินบาทเพิ่มมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าในสมัยรัชกาลที่ 4-5 ได้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจ แต่ทว่าการพัฒนา
เศรษฐกิจในสมัยต่อมาคือ รัชกาลที่ 6 กลับพบว่า เกิดความล้มเหลวในการสร้างเศรษฐกิจ เกิดจากการที่รัฐบาล ใช้จ่ายเงินไปกับกิจการอันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากมายนัก เช่น ด้านการทหารและใช้ ในราชสำนัก นอกจากนี้ยังได้รับการขัดขวางการพัฒนาจากเหล่าเจ้าขุนมูลนายที่สูญเสียผลประโยชน์ จนกระทั่งเกิดปัญหาการคลังขึ้นภายในประเทศ และเป็นผลสืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลที่ 7 ที่ได้มีการปลด ข้าราชการออกเป็นจำนวนมากเพื่อลดรายจ่ายของรัฐบาลและลดเงินในส่วนของราชสำนักลง

จากที่กล่าวมา แสดงให้เห็นว่า ในช่วงการปฏิรูปเศรษฐกิจ ในสมัยรัชกาลที่ 4-5 รัฐบาลประสบ ความสำเร็จอย่างงดงาม แต่ก็ต้องหยุดชะงักในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา ทำให้เศรษฐกิจของประเทศ ไม่พัฒนาเท่าที่ควร